รีวิวทริปโตเกียวต้นตุลาฯ 2018 EP 7: Nikko สุดสโลว์ไลฟ์

วันนี้เป็นวันที่แพลนจะเดินทางไป Nikko (นิกโก้) กันหลังจากที่วันก่อนแวะไปติดต่อซ์้อตั๋วรถไฟกับแลก All Area Pass เอาไว้ วันนี้ก็เรียนได้ว่าตื่นเช้าพอประมาณเลย ออกจากที่พักราว 6 โมงเช้าแล้วก็แวะซื้อสเบียงที่ 7-11 ใกล้ๆ สกายทรีก่อนจะเดินไปยังสถานี Tobu Skytree เพื่อรอรถไฟ ตอนเดินเข้าก็โชว์ Pass ของนิกโก้พร้อมตั๋วรถไฟที่ได้มา ก็เข้าได้เลยครับ

สำหรับ Nikko All Area Pass ตัวนี้ราคาอยู่ที่ 4,520 เยน (ราว 1,300 บาท) + ตั๋วไปกลับรถ Rivaty 2,320 เยน (650 บาท) อายุจริงๆ 4 วันครับ แต่ผมเลือกใช้สำหรับไปกลับวันเดียวก็เพราะว่าเส้นทางรถบัสมันครอบคลุมทั่ว สามารถโชว์ Pass ขึ้นรถบัสได้ทุกสายโดยไม่ต้องกังวล ไม่ต้องจ่ายเพิ่มนั่นเอง

ชานชลาที่รอ ฝั่งที่ถ่ายเป็นฝั่งเข้าเมือง

พอราวๆ 6.33 น. เจ้าขบวน Revaty ก็เทียบเข้าชานชลา หน้าตามันช่างแตกต่างกับรถไฟ Local แบบเห็นได้ชัด

ตอนเดินขึ้นรถไฟ ก็ดูตั๋วรถไฟเราว่าเค้าเลือกที่หลังไหนมาให้เรา ก็เดินไปแล้วมองตามที่นั่งครับ มีตัวเลขบอกอยู่ เพิ่งมานึกได้ว่าไม่ได้ถ่ายทั้งตั๋ว ทั้งสภาพภายในรถไฟมาเลย ฮ่าๆ

แต่เอาจริงๆ แล้วคือ พวกผมมาวันธรรมดากัน ที่นั่งมันเลยว่างมาก สังเกตจากโบกี้เดียวกันนี่เรียกได้ว่านั่งกันอยู๋ไม่ถึงครึ่งของที่นั่งที่มีครับ เลยจะชิวๆ หน่อย

เส้นทางที่รถไฟวิ่งก็จะวิ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือครับ แล้วไปหยุดพักที่ Shimo-imaichi นานหน่อย ขบวนนี้จะมีการแยกขบวนอยู่เพื่อไปคนละเส้นทางต่อ ผมเข้าใจว่าแยกตรง Shimo-imaichi นี่แหละครับ แต่ด้วยการที่เข้าเลือกที่นั่งมาให้ก็หมดกังวัลเรื่องว่าโบกี้ไหนไปทางไหน ก็นั่งกันยาวๆ ต่อไปจนถึง Tobu-nikko ได้เลย

สิริเวลารวมชั่วโมงนิดๆ พวกเราก็ถึงสถานี Tobu-nikko จุดเริ่มทริปของพวกเรา พอเดินออกจากสถานีมา มองย้อนกลับไปก็จะเห็นตัวอาคารสถานีที่มีความเป็นเอกลักษณ์ แล้วพอมองอีกทางก็จะเห็นน้ำพุที่เค้าโฆษณาว่าให้ล้างมือหรือตักดื่มได้

จากภาพข้างบน ฝั่งขวาจะเป็นเหมือนป้ายรถบัสสำหรับเดินทางในโซน Nikko ถ้าจัดการธุระเข้าห้องน้ำหรือหาอะไรกินในสถานีเสร็จก็ตรงไปได้เลย พวกเราเองก็ได้ข้าวจาก 7-11 มาแล้วก็เลยลุยต่อได้ทันที สำหรับเส้นรถบัสสามารถกด Google Maps ส่องได้เลย แล้วก็มองเลขตาม ตอนขึ้นก็ขึ้นประตูหน้า แล้วยื่น Pass ให้เค้าดูครับ

แผนการเดินทางใน Nikko ของพวกเราวันนี้คือใช้วิธีไปที่ๆ ไกลที่สุดในแผนก่อน แล้วค่อยทยอยกลับมาแวะที่ละจุดๆ จนกลับมาถึงสถานีรถไฟทันรถขากลับ

สำหรับเป้าหมายแรกของพวกเราคือ Akechidaira Ropeway มันไม่ใชจุดที่ไกลจุด แต่เพราะว่ามันเป็นจุดขึ้นกระเช้าชมวิวที่รถบัสจะผ่านเฉพาะขาไป ขากลับไม่แวะ ทำให้เราต้องไปเป็นที่แรกครับ ฮ่าๆ หลังจากขึ้นบัสก็นั่งรถมาราวครึ่งชั่วโมงก็ถึง

ดูเหมือนว่าผลกระทบจากไต้ฝุ่นที่ผ่านไป จะทำให้วันนี้ Nikko อากาศเย็นวูบก่อนฤดูกาล และหมอกเต็มไปหมดเลย หลังจากบัสจอดพวกเราก็เดินไปทางอาคารสำหรับขึ้นกระเช้า คนค่อนข้างน้อย เจ้าหน้าที่และคนในร้านค้าบริเวณนั้นก็ไม่มากนัก เข้าใจว่าคงเพราะเป็นวันธรรมดาด้วย

กระเช้าที่นั่งจะขึ้น / มองไปด้านหลังจะเห็นโค้งถนนและน้ำตก

ตอนขึ้นกระเช้าก็ยื่น Pass ให้ครับ เค้าก็ให้ขึ้นเลย ใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงจุดชมวิวข้างบน... ที่เต็มไปด้วยหมอก! นี่มันทะเลหมอกชัดๆ

จริงๆ แล้วจุดชมวิวตรงนี้จะเห็นทิวทัศน์ของ Nikko ได้ค่อนข้างกว้างครับ ทั้งผืนป่า ต้นไม้ ถ้าเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็น่าจะเห็นแดงทั่ว (พวกผมมาก่อนฤดูไปหน่อย) แล้วก็น่าจะเห็นน้ำตก Kegon อันเลื่องชื่อด้วย แต่กลายเป็นว่าวันนี้หมอกบังทั่วเลย

ดีนะที่ Pass มันรวมกระเช้ามาแล้ว ฮ่าๆ ไม่งั้นคงแอบเสียดาย ขึ้นมาเจอแต่หมอก ไม่เป็นไร พวกเราก็ลงกระเช้าไปเดินเล่นแถวร้านค้า ร้านค้ามีเครื่องดื่มอุ่นๆ น่ากินเหมาะกับอากาศเย็นๆ มาก แต่ไม่ได้ซื้อ ไปกดตู้น้ำแทน

ข้างๆ เถิบมาหน่อยเจอของน่าสนใจ เป็นร้านปิ้งๆ ย่างๆ บางอย่าง หน้าตาไม่คุ้นเลยอ่านป้ายได้ความว่าเป็น Yuba กับ Ebi เลยเข้าใจว่าคือกุ้งห่อนฟองเต้าหู้ย่าง ฟองเต้าหู้เป็นของขึ้นชื่อโซนนี้เหมือนกัน เห็นแล้วน่าสนใจเลยสั่งกินกันคนละไม้

ดูเป็นของง่ายๆ มากเลย ฟองเต้าหู้กับกุ้ง ย่างแล้วโรยเกลือนิดหน่อย อร่อยมาก จำราคาไม่ได้ แต่ไม่แพงมาก ใครแวะไปแนะนำให้ลอง

หลังจากกินเสร็จก็เข้าห้องน้ำ แล้วเดินออกไปจุดรอบัสเพื่อนั่งไปเป้าหมายต่อไปของเรา นั่นก็คือน้ำตกริวซึ (Ryuzu Fall)

การไปน้ำตก Ryuzu สามารถเดินชมได้ทั้งจากด้านล่างแล้วขึ้นบันได้ไปด้านบน หรือจะกลับกันเดินลงมาก็ได้ พวกผมเลือกที่จะเดินลง เพราะว่าที่นี่เป็นที่หมายที่เข้ามาลึกสุดของพวกเราแล้ว ดูจากแผนที่ข้างล่าง บัสจะพาเรานั่งจากถนนด้านล่าง ที่มาจากกระเช้า เลี้ยวซ้ายไปขึ้นทางคดเคี้ยวด้านซ้ายบน แล้วจอดปล่อยให้ลงตรงจุดจอดรถ P ด้านบนแผนที่

จากนั้นผมเราก็จะเดินจากจุดจอดรถนั่นลงมาตามแนวแม่น้ำ Yu (Yu River) แล้วกลับมาด้านล่าง ซึ่งจะเป็นแนวเส้นทางที่น้ำตกไหลลงมานั่นเองครับ

ต้นสายน้ำตก
ตรงนี้คือถนนที่เป็นสะพานข้ามน้ำตก / เพิ่งเห็นลุงด้านขวาอุ้มหมามาด้วย
แล้วก็ไหลลงไป ไกลๆ นั่นเห็นทะเลสาบด้วยครับ

จากจุดชมด้านบนเราจะเห็นว่าเริ่มมีใบไม้เปลี่ยนสีบ้างแล้ว ค่อยรู้สึกว่ามาได้บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงหน่อยๆ คุ้มละ

หลังจากพอใจกับบรรยากาศด้านบน พวกเราก็เดินบันไดเทียบคู่กับน้ำตกลงมาเรื่อยๆ เป็นสเตปๆ

มีเด็กๆ มาทัศนศึกษาด้วย // ภาพเพื่อน

ไม่นานนักก็เดินมาถึงจุดด้านล่างที่เป็นร้านค้าและลานจอดรถ ซึ่งเราก็จะพบกับจุดที่น้ำตกไหลมารวมกันเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่

บริเวณนั้นก็จะมีร้านค้าขายทั้งอาหาร ขนม เครื่องดื่มครับ พวกเรานั่งพักกันแป๊บนึ่งแล้วก็ไปซื้อขนมโมจิกิน จำไม่ได้ว่าคือโมจิอะไร เสิร์ฟพร้อมกับชาร้อน กินเพลินๆ ดี ไม่ได้อร่อยพิเศษ แต่บรรยากาศมันได้

ลานจอดรถและร้านค้าล่างน้ำตกริวซึ

หลังจากนั้นพวกเราก็เดินเล่นแถวนั้น หาห้องน้ำเข้าแล้วก็เดินออกไปรอรถบัสที่จะวิ่งกลับเข้าเมืองเป้าหมายต่อไปของเราคือไป Chuuzenji Lake (ทะเลสาบจูเซนจิ) พร้อมกับหาร้านอาหารกินมื้อกลางวัน เพราะตอนนั้นก็ปาไปเที่ยงกว่าแล้ว

พวกเรารอบัสกันนานพอสมควร น่าจะเป็นสิบนาที ไม่รู้บัสขาดหรือปกติ ฮ่าๆ แต่สุดท้ายก็ได้ขึ้น นั่งไปอีกราว 20 นาทีเราก็มาถึงเมืองริมทะเลสาบ Chuuzenji เป็นทะเลสาบที่ใหญ่มาก เผลอๆ จะใหญ่กว่าทะเลสาบ Kawaguchi ที่เราแวะไปมาวันก่อนอีก

ภาพเพื่อนถ่าย
ผืนน้ำอันกว้างใหญ่

นี่คือจะบ่ายแล้ว แต่ท้องฟ้ายังมัวอยู่เลย เริ่มสงสัยแล้วว่านี่มันอากาศกี่องศากันแน่เนี่ย พวกเรามีเสื้อกันหนาวกันคนละตัวก็เริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มไม่พอ อากาศเย็นผิดกับโตเกียวสุดๆ

จากทะเลสาบพวกเราก็เดินไปหาร้านอาหารที่เราเล็งกันไว้ ระหว่างทางก็เจอกับโทริอิขนาดใหญ่ที่เป็นอีกจุดแลนด์มาร์กยอดนิยม

แต่วันนี้มันเงียบ ไม่มีคนเลย ฮ่าๆ จากตรงนั้นเราเดินไปทางซ้าย (ของภาพ) ขึ้นเนินไปนิดหน่อยก็จะเจอกับร้านคาเฟ่ที่เล็งไว้

Cafe Kanoko

ถามว่าทำไมเลือกร้านนี้ เหตุผลง่ายมาก เพราะกดใน Google Maps แล้วหลายคนรีวิวว่าดี แค่นั้นแหละ เดินเข้าไป เหมือนตอนนั้นจะเป็นลูกค้าโต๊ะเดียวในร้าน ร้านเค้าจะบ้านๆ หน่อยครับ เดินเข้าไปแล้วตอนถอดรองเท้าใส่รองเท้าของเค้า สำหรับเมนูที่สั่งก็คือแกงกะหรี่ เป็นแกงกะหรี่หมูผสมเนื้อวัว แล้วใส่พวกธัญพืชมาด้วย

มาคู่กับสลัด
เหมือนจะมีลูกเดือย กับถั่วแดงมั้ง
อันนี้ชายูซึ ชาส้มนั่นเอง ระคายคออยู่เลยสั่งมา

ด้วยอากาศหนาวๆ ทำให้ทั้งชาร้อนและแกงกะหรี่อุ่นๆ ข้าวอุ่นๆ มันให้ประสบการณ์ที่ดีมาก แกงกะหรี่เป็นแบบสไตล์ญี่ปุ่นนี่แหละครับ ไม่ได้เผ็ด ส่วนธัญพืชที่ใส่มาก็ไม่ได้แย่ กินแล้วไม่ได้รู้สึกว่ากินยากเลย

กินๆ อยู่ก็มีฝรั่งชายหญิงคู่นึงเดินเข้ามาสั่งอาหารด้วย เป็นบรรยากาศแปลกๆ ดี เจ้าของร้านก็พอสื่อสารอังกฤษได้หน่อยๆ (ตอนพวกเราสั่ง พยายามสั่งภาษาญี่ปุ่น)

สักพักผมเลยถามเจ้าของร้านว่าปกตินี่ Nikko คนเยอะมั้ย ไม่รู้ว่าเค้าเก็ตแค่ไหน แต่ก็ตอบว่าปกติก็เยอะ แต่น่าจะเพราะอากาศมันหนาว ตอนนี้คนเลยไม่เยอะมาก

หลังจากกินเสร็จ จ่ายเงิน พวกเราก็ออกจากร้าน... มาเผอิญอากาศหนาวกันต่อ แล้วเพื่อนก็สังเกตเห็นว่ามีเทอร์โมมิเตอร์ที่ประตูร้าน อ่านได้ว่าอุณหภูมิอยู่ราวๆ 10 องศา... มิน่าถึงหนาวขนาดนี้

จากนั้นพวกเราก็เดินมุ่งหน้าไปยังน้ำตกอีกแห่งคือ Kegon Fall เป็นน้ำตกที่ค่อนข้างสูง เห็นว่าราวๆ 97 เมตร และสามารถลงลิฟต์ไปดูที่ฐานน้ำตกได้ด้วย

เจอเจ้าหน้าที่มาตัดหญ้า เค้ามีเหมือนตาข่ายกันหญ้ากระเด็นลงถนนด้วยอะ

พอเราเดินไปจนถึงน้ำตกเคงน ก็พบว่า... มีแต่หมอก

ภาพข้างบนนี่คือชัดที่สุดที่ถ่ายติดมาแล้วครับ ฮ่าๆ หลังจากเห็นสภาพนี้ก็เลยคิดว่าไม่ต้องลงลิฟต์ไปดูหรอก น่าจะมองไม่เห็นอยู่ดี แอบเฟลหน่อยๆ ที่อดชมน้ำตกจุดเด่นหลักของที่นี่

จบภารกิจในโซนนี้แล้ว พวกเราก็เดินไปหาสถานีรถบัสเพื่อจะมุ่งหน้าไปยังเมืองอีกโซนที่ใกล้กับบริเวณมรดกโลก ระหว่างทางเดินก็เห็นว่ามีร้านค้า ร้านอาหารใกล้ๆ น้ำตกเคงนเยอะพอสมควร เห็นพวกซุปร้อนๆ ก็อยากกินนะ แต่อิ่มแล้ว ระหว่างทางก็แวะเข้าห้องน้ำอีกน้ำ อากาศเย็นนี่มันทำให้ปวดฉี่บ่อยจริงๆ

นั่งบัสจากแถวทะเลสาบจูเซนจิมาอีกราวๆ 30 นาทีก็มาถึงโซนเมืองอีกโซน ตอนนั้นเป็นเวลาราวๆ บ่ายสามแล้ว เป้าหมายที่เราจะไปก่อนจะแวะไปโซนมรดกโลกก็คือ... ร้านกาแฟ

Nikko Coffee น่าจะเรียกได้ว่าเป็นร้านกาแฟร้านดังใน Nikko เพราะนอกจากบรรยากาศร้านแล้ว ทางร้านยังมีกาแฟสูตรของร้านเองด้วย เป็น Blend ที่ผสมเอง ทำให้คอกาแฟก็อยากจะมาลองกัน พวกเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ภาพเพื่อนถ่าย ประหนึ่งเอาไปทำโฆษณาได้เลย ฮ่าๆ

นั่งซดกาแฟกันคนละ 2 แก้ว ระหว่างที่กินอยู่ก็เจอคนญี่ปุ่น (ผู้หญิงล้วน) เข้าใจว่าเป็นท้องถิ่นที่นี่แหละ เดินเข้ามาสั่งน้ำแข็งไสกินกัน พวกเราก็แอบช็อก อากาศยังงี้พี่ยังกินกันไหวอีกหรือ

ดื่มด่ำกับกาแฟจนพอใจ ก็จ่ายเงินแล้วเดินทางต่อ จริงๆ ในร้านมีเมล็ดขายด้วย แต่วันก่อนหิ้วจาก Blue Bottle มาแล้วเลยคิดว่าไม่ต้องละกัน มาคิดทีหลังก็แอบเสียดายอยู่

พวกเราเลือกที่จะเดินไปยัง Shinkyou Bridge (สะพานชินเคียว) หรือที่เค้าเรียกกันว่าเป็นสะพานแดง เหมือนจะมีประวัติว่าเป็นสะพานที่โชกุนเคยใช้หรือไงนี่แหละ แต่ด้วยสีสันมันก็โดดเด่นและสวยงามในตัวด้วย ระหว่างทางเดินก็จะเป็นการเดินเลียบกับแม่น้ำไดยะ (Daiya River) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่เกิดจากน้ำตกเคงนไหลลงมานั่นเอง

ถ่ายย้อนกลับไปในเมือง
แค่เอามือจับราว ไอน้ำก็ขึ้น ช่างหนาวจริงๆ

และแล้วพวกเราก็เดินมาถึงสะพานชินเคียว

เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้แดงแป๊ดอะนะ

เป็นมุมที่สวยดีครับ แต่ก็ไม่มีอะไรมาก และวันนั้นไม่มีบริการให้ขึ้นไปเดินบนสะพานด้วย พวกเราก็เลยได้ถ่ายรูปตัวสะพานแบบโล่งๆ ไม่ต้องหาจังหวะไร้คน

จากสะพานพวกเราเดินข้ามถนนไปชมโซนมรดกโลก ที่มีวัดเก่าแก่และอาคารโบราณจำนวนมาก จุดแรกที่เดินไปก็คือวัดอันเลื่องชื่อ วัดรินโนจิ...

ภาพเพื่อน

ที่ปิดปรับปรุงบ่อยมาก เห็นว่าเพราะปัญหาปลวกกินไม้ในวัด พวกเราก็เลยได้เห็นกันแค่ภายนอกเท่านั้น ไม่รู้ถือว่าดีหรือเปล่าที่เราไม่ได้มุ่งหน้าตั้งใจมา Nikko เพื่อมาชมวัด ฮ่าๆ

จากนั้นเราก็เดินมั่วๆ ในโซนไปเรื่อยเปื่อยครับ

ทางเดินด้านใน // ภาพเพื่อนถ่าย
ต้นไม้ในโซนนั้นก็อลังการ

ตอนนั้นก็เริ่มมืดแล้ว (กำลังจะ 5 โมง) พวกเราก็เลยไปจุดขึ้นบัสนั่งกลับไปสถานี Tobu-Nikko กัน ปรากฏว่าไปถึงเร็วมาก ไม่มีปัญหารถติดอะไรเลย พวกเราก็เลยนั่งเก้ออยู่ที่สถานีตั้งแต่ 5 โมงกว่าถึงทุ่มกว่าๆ จริงๆ ก็มีรถที่กลับก่อนแหละครับ แต่มันไม่ใช้รถ Revety ที่ตั๋วเราซื้อมา เข้าใจว่าใช้ตั๋วด้วยกันไม่ได้ เลยต้องรอถึงทุ่มกว่า

หน้าสถานีตอน 5 โมง 40 นาที มืดขนาดนี้แล้ว

ในสถานีเองร้านค้าก็ปิดแล้ว เหลือแต่พวกตู้กดน้ำที่เป็นที่พึ่งถ้าอยากได้อะไรกินเล่น ไม่ก็เดินออกไปด้านนอกสถานี ด้วยความที่รอนานมากเพื่อนเลยเดินออกไปตระเวณเล่นข้างนอก ถ้าจำไม่ผิด เดินไปหา Family Mart ใกล้ๆ หาอะไรกิน พอใกล้ๆ เวลาค่อยกลับมา

ในที่สุดรถไฟก็มาครับ พวกเราก็ไม่รอช้ารีบขึ้นรถไปเลย

ขากลับขบวนรถก็ไปรวมร่างกับที่ Shimo-imaichi ด้วยครับ หลังจากที่เวลาขามามันจะแยกกัน นั่งราวๆ 1 ชั่วโมงกับ 20 นาทีพวกเราก็กลับถึงโตเกียว ลงที่สถานี Tobu-skytree เฉกเช่นขามา แล้วก็เดินทางกลับที่พัก เรื่องตลกคือจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นกินมื้อเย็นเป็นอะไร น่าจะเป็นของจาก 7-11 แถวที่พักครับ

ก็เป็นอันจบทริปไปกลับ Nikko ภายใน 1 วันครับ สำหรับวันต่อไปนั้นพวกเราจะไปลองชิมราเมงดีกรีมิชลิน 1 ดาวกัน พร้อมกับตระเวณเที่ยวโซนกินซ่า